เดยัน ลอฟเรน ”ผมมั่นใจทีมเสมอ”

จำต้องถือว่าเป็นข่าวดีในขณะฟอร์มแย่ๆของ ลิเวอร์พูล เมื่อ เดยัน ลอฟเรน ป้อมข้างหลังจอมเข้มแข็ง ตัดสินใจขยายสัญญาอยู่คุมแนวรับให้ ''หงส์แดง'' ไปถึงปี 2021 พร้อมออปชั่นขยายได้อีก 1 ปี แน่ๆว่าการสลัดน้ำหมึกครั้งนี้เจ้าตัวและกายแล้วก็ดวงใจที่จะฝากอนาคตของเขาเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ แล้วก็เชื่อว่าทีมชุดนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ที่สาวก ''เดอะ ค็อป'' รอคอยมานาน

ลอฟเรน อยู่กับ ลิเวอร์พูล มาเป็นฤดูลำดับที่สามแล้ว หลังจากเซ็นสัญญาย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อกรกฎาคม 2014 เขาลงเล่นให้ยอดทีม "เดอะ เร้ดส์" ไปแล้ว 105 เกมจากการแข่งขันชิงชัยทุกรายการของสังกัดเดิม แล้วก็ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้ 4 ลูก

การที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มี ลอฟเรนfun888คุมเกมรับคงเป็นเรื่องที่ดียอด เนื่องจากนักเตะปรับตัวกับทีมได้แล้ว แล้วก็สามารถยืนเป็นตัวหลักในเกมรับให้ "หงส์แดง" ได้อย่างกล้าแกร่ง ที่สำคัญหากพวกเขามีคู่เซนเตอร์แบ็กที่เต็มไปด้วยสมรรถนะอีกซักคน เชื่อว่าแฟนบอลพันธุ์แท้ "เดอะ เร้ดส์" คงดวงใจชื่นว่าจะไม่เสียประตูกล้วยๆเหมือนช่วงที่ผ่านๆมา

"ผมคิดว่านี่เป็นวันที่สุดพิเศษสำหรับผม แล้วก็ครอบครัวของผม ผมคิดว่าผมเป็นคนที่สุขสบายที่สุดในโลกสำหรับวันนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เป็นจริง มันเป็นความฝันของผมเสมอที่ได้อยู่กับซักสมาพันธ์ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมรักสมาพันธ์ที่นี้ ผมรักลิเวอร์พูล"

"ภายหลังที่ทั้งหมดทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงต้น ต่อมาอีก 2 ฤดูหลังจากนั้นผมคิดว่าผมทำผลงานได้ดีกว่าในซีซั่นแรก สมาพันธ์ให้รางวัลกับผม พวกเขาเชื่อมั่นในตัวผม แล้วก็แฟนบอลก็ด้วยเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ผมเคารพนับถือเป็นอย่างมากภายหลังที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ผมพึงพอใจกับทุกเรื่อง แล้วก็ผมต้องการที่จะอยู่ที่นี่ให้ตายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง" ลอฟเรน กล่าว

ลอฟเรน ลงเล่น 28 เกมให้กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงฤดูกาล 2016-17 ซัดไป 2 ประตู โดยดาวเตะวัย 27 ปี เล่นกันได้อย่างเข้าขากับ โจเอล มาว่ากล่าวป ซึ่งย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ แล้วก็ผลงานเห็นได้ชัดเมื่อแพ้แค่ 1 เกม จาก 15 แมตช์ตอนที่ทั้งคู่คนได้เล่นร่วมกัน แล้วก็ช่วยทำให้ทีมยังมีลุ้นติดอันดับท็อปโฟร์

"ผมชอบใจที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้ แล้วก็แผนการเล่นในอนาคต เราเป็นทีมที่มีลำแข้งความสามารถพิเศษมากไม่น้อยเลยทีเดียว พร้อมกับผู้เล่นที่สุดพิเศษอีกคนจำนวนไม่น้อย รวมทั้งผู้จัดการทีมที่สุดยอด สมาพันธ์นี่มันช่างแสนแปลกประหลาด แล้วก็แฟนบอลก็พร้อมที่จะหนุนหลังเราเสมอแม้ในวันที่ชั่วร้ายก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจำเป็นมาก แน่ๆว่าผมตื่นเต้นกับอนาคตของทีมจริงๆ" ลอฟเรน ระบุ

การต่อสัญญาระยะยาวซึ่งพูดได้ว่า กองหลังโครแอต มีความตั้งใจจริงอย่างแรงกล้าที่จะนำการบรรลุผลสู่ถิ่นแอนฟิลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแชมป์ลีกที่ห่างหายจากอ้อมอกของพวกเขาไปยาวนานกว่า 26 ปี แล้ว "ใช่ เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อแค่ลงเล่น แล้วก็อยู่แค่กึ่งกลางตาราง เนื่องจากคุณภาพของทีม กับการมีผู้จัดการทีมชั้นเยี่ยมซึ่งคว้าชัยชนะดูเหมือนจะทุกรายการกับ ดอร์ทมุนด์"

"ในช่วงฤดูกาลหน้า เราจะเพียรพยายามที่จะมีลุ้นแชมป์อีกครั้ง แต่ว่าอย่างแรกก็คือการจบซีซั่นนี้ให้ดที่สุด แล้วก็ได้โควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนที่ เจอร์เก้น เข้ามาคุมทีม เขาเปลี่ยนผมจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ผม เขาเปลี่ยนนักเตะทุกคนในเรื่องภาวะจิตใจ การทำงานหนักในสนาม"

"การฝึกหัด แล้วก็เขายังทำให้ที่นี่ดูสดใหม่เนื่องจากมันแค่ปีครึ่งเพียงแค่นั้น แต่ว่าทุกๆคนเห็นว่านี่คือความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ พร้อมกับแนวความคิดแล้วก็แผนการเล่นของเขา รวมทั้งกับสมาพันธ์ที่นี้ มันสามารถมีสิ่งดีๆมากมายมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่จะเกิดขึ้นที่นี่ได้"

ช่วงโค้งสุดท้ายซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล กำลังขับต้มกับหลายๆทีมเพื่อคว้าสิทธิไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดย ลอฟเรน มั่นใจว่าเมื่อจบฤดูพวกเขาจะทำตามอย่างเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ "ผมคงโง่มากๆถ้าเกิดผมบอกว่าเราไม่เชื่อสิ่งนี้ เราเริ่มซีซั่นอย่างกล้าแกร่ง แล้วก็เชื่อมั่นตั้งแต่วันแรกในช่วงปรีซีซั่น แล้วก็เรายังคงเชื่ออยู่เป็นประจำ"

"โชคร้ายที่เรามีนักเตะสำคัญๆบางคนเจ็บ มันเป็นช่วงตอนที่โชคไม่เข้าข้างเลย แต่ว่าเราก็ยังมีขุมกำลังที่ใหญ่พร้อมกับดาวรุ่งความสามารถพิเศษ แน่ๆว่าเราพร้อมสู้ในอีก 4 เกมในที่สุดเพื่อเก็บ 12 คะแนนเต็มให้ได้ ผมเชื่อมาตลอด แล้วก็ผมเชื่อมั่นในทีมชุดนี้ เชื่อมาตลอดทุกๆซีซั่นว่าพวกเราทำเป็น"

"นี่เป็นช่วงตอนที่สำคัญมากๆผมคิดว่าเราเหมาะที่จะทำเป็นเมื่อจบฤดู เนื่องจากเราทำเป็นดีเยี่ยมขนาดไหนตลอดทั้งซีซั่น ผมมั่นใจว่าเราจะได้เห็นตัวเราได้เข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก"

ลอฟเรน มีความจำมากไม่น้อยเลยทีเดียวกับเกมฟุตบอลถ้วยยุโรปร่วมกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่แมื่อที่ย้ายมาจากเซาธ์แฮมป์ตัน โดยเขายังจำความรู้สึกที่โหม่งประตูสำคัญในช่วงทดเจ็บเกมกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งๆหน้าสาวก เดอะ ค็อป รวมถึงการจำต้องแพ้ เซบีคุณย่า ในนัดหมายชิงแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

"นี่คือเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุใดผมถึงต้องการมาอยู่ที่นี่ นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้กับ ลิเวอร์พูล กับขณะแบบนั้น คุณเป็นไปไม่ได้ลืมขณะพวกนั้นได้เลย พวกเขาจะจำเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สมาพันธ์ตลอดกาล แฟนบอล,ผู้คน แล้วก็ทุกคนจะจำเหตุนั้นได้ มันไม่ใช่แค่เกมนั้น ผมต้องการจำในานะนักเตะซึ่งทำทั้งหมดทุกอย่างในสนามในการสู้เพื่อสมาพันธ์ที่นี้" ป้อมเหล็ก กล่าวตบท้าย

ไม่เป็นธรรม

คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของเขาแรงจริงๆขอรับ 

ไม่ใช่เพียงแค่ลมแรงปลิวสะบัดทั้งก่อน-ระหว่าง-ข้างหลังแข่งขัน แม้แต่ว่าเหมาสรุปความซึ่งก็คือกลุ่มกองเชียร์ส่งเสียงเชียร์แรงก้องกังวานทั่วตัวสนาม

ป้ายผ้าผืนใหญ่ประกาศศักดา ''CHAMPIONS OF ENGLAND'' บทเพลง ''CAMPEONES'' ช่วยสร้างแรงกระตุ้นชั้นยอด หวังให้นักเตะปลดล็อกคว้าชัยฤดูกาลใหม่ให้ได้เสียคราว

โชคร้ายแทนเหล่ากองเชียร์ ''เดอะ ฟ็อกซ์ส'' ที่สุดท้ายแล้วทีมรักพวกเขาสำเร็จเสมอ 0-0 แม้ว่าคู่ควรจะได้รับชัยจากจุดโทษช่วงนาทีสุดท้าย

เหตุกำเนิดเมื่อ อาเหม็ด มูซ่า ดาวยิงสำรอง เจ้าของค่าจ้างสถิติสมาคม ล้มลงในเขตโทษขณะโดน เอคโคนร์ เบเยริน เข้าปะทะ แต่ว่าไม่มีลมเป่านกหวีดตอบสนองใดๆจากท่านเปา มาร์ค แคล็ทโก้เก๋นเบิร์ก

ชอตนี้มันแจ่มแจ้งยิ่งกว่าครึ่งเวลาแรกที่ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ โดนสอยล้มซะอีก ด้วยเหตุว่าภาพรีเพลย์นั้นชี้ว่า โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ โดนบอลก่อน

ไม่ถูกกับจังหวะปัญหาข้างต้น ให้ก็ได้ไม่น่าชังแต่อย่างใด

กระนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียน มิได้กังวลใจในประเด็นนั้น บอกเพียงแค่ว่าถ้าผู้ตัดสินไม่ให้ก็คือมิได้

ขอเลือกยกย่องผลงานในสนามที่มีความก้าวหน้าดีมากยิ่งกว่าแมตช์เริ่มต้นที่แพ้ แม้ได้เพียงแค่แต้มเดียวในบ้าน แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค ในแง่ที่ครอบครองบอลเป็นรองทีมเยือน

อีกเรื่องเก็บตกบทสัมภาษณ์ที่ถามกันเยอะแยะ เป็นอาการของ น็องปาลีส เมนดี้ มิดฟิลด์คนใหม่ที่ข้อเท้าพลิกผิดจังหวะขณะเข้าหาบอลจนกระทั่งจะต้องออกไปรักษาเบื้องต้น กลับลงมาใหม่ก็สู้ต่อไม่ไหว โดนเปลี่ยนแปลงออกพร้อมเสียงปรบมืออื้ออึงระหว่างถูกประคองลงอุโมงค์ห้องแต่งตัว

รานิเอรี่บอกเพียงแค่ว่ากองกลางเลือดน้ำหอมถูกบล็อกข้อเท้าเอาไว้อยู่ จะต้องรอเช็กผลสแกนอีกครั้งภายในระยะเวลาสัปดาห์ด้านหน้า

แต่ว่าถ้าถามข้อคิดเห็นจากผม บอกได้เลยว่าถ้าหายกลับมาอย่าเอาพอดีจริงดีมากยิ่งกว่า

เมนดี้ย้ายมาพร้อมสมญานาม ''คนทรงเจ้าเอ็นโกโล่ ก็องเต้'' (นิยามโดย ''เจ.บาร์ท'' ผู้เชี่ยยวชาญลีก เอิง ประจำแท็บลอยด์ ''สปอร์ตแมน'') แต่ว่าเอาเข้าจริงมิได้ใกล้เคียงเลยสักกระผีกเดียว ไม่ว่าประเด็นการเข้าปะทะหรือไปกับลูกบอล

คล้ายคลึงกันเพียงแค่ส่วนสูง แถมเพิ่มน้ำหนักมาในทรงตุ้ยนุ้ยน่าเอ็นดู

''จะเอาอะไรไปวิ่งทันวะ?'' นายซันเดย์ คนข่าวสารคนดูแลร่วมรุ่นยังแสดงความเห็นแบบงั้นระหว่างแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในเกม (ฮ่า)

อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีก การขาดหายไปของก็องเต้ ทิ้งรอยต่อขนาดใหญ่ไว้กับทีมจิ้งจอก ส่งผลเสียชิ่งไปเกือบทุกจุดบนพื้นสนาม

แผงข้างหลังไม่มีตัวสกรีนชั้นยอด ยังดีที่นัดหมายนี้ได้ โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ พ้นโทษแบนแล้วก็ยังคงเข้ากันรู้ใจกับ เวส มอร์แกน

แนวรุกก็ขาดตัวจ่ายฉมังจะต้องลงมาล้วงบอลเอง กว่าจะตีรถยนต์ขึ้นหน้าก็โดนตั้งด่านรอเข้าให้แล้ว

โน่นเลยช่วยตอบโจทย์ว่าเหตุใดทั้ง ดริงค์วอเตอร์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน หรือจนถึง 2 ฟูลแบ็กอย่าง แดนนี่ ซิมพ์สัน หรือ คริสเตียน ฟุคส์ ถึงได้ถูกลักพาฟอร์มดีๆเมื่อซีซั่นก่อนไปไวอย่างมาก

เจมี่ วาร์ดี้ แล้วก็ ริยาด ม่าห์เรซ ก็เช่นกัน

ดูโอดาวเด่นเลสเตอร์เกือบจะๆจะได้ย้ายไปสวมเสื้อปืนใหญ่ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ว่าสุดท้ายก็เลือกฝากอนาคตต่อสัญญาฉบับใหม่

ไม่ว่าแฟนบอลหรือเจ้าตัวเองย่อมมุ่งมั่นจะส่องตาข่ายทีมที่เคยกลายเป็นข่าวสารเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ แต่ว่าก็ราวกับที่มองเห็นกัน ทั้งสองดูขาดความมั่นใจในเวลาเข้าทำ

ล่วงเลยไป 2 แมตช์ เท่ากับว่าเลสเตอร์ได้ประตูเดียวเท่านั้นจากลูกจุดโทษ โน่นมันไม่ใช่เรื่องดีเลยบนเส้นทางระยะยาว

วิพากษ์เจ้าของบ้านมาเยอะแยะแล้ว วกเข้าเนื้อหาทีมเยือนกันมั่ง

อาร์แซน เวนเกอร์ แสดงความเห็นตอนนั่งโต๊ะสัมภาษณ์ไว้ว่าทีมของเขาขาดความเฉียบขาดไป แต่ว่าความจริงมันไม่ใช่แค่นั้น

แผงมิดฟิลด์ที่เป็นจุดขายมานานได้เกิดขึ้นรอยต่อ ซึ่งที่ปรึกษาเฟร้นช์แมนเองโน่นล่ะที่เจตนาทำให้เป็น

ปัญหาเจ็บของ อารอน แรมซี่ย์ แล้วก็ อเล็กซ์ อิโวบี้ คาดคั้นให้เวนเกอร์จะต้องปรับหมากส่ง ซานติเตียน กาซอร์ล่า กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทนตามลำดับ

ในช่วงเวลาที่ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ โชว์ฟอร์มไม่ดีเกมแพ้ลิเวอร์พูลคาบ้าน ก็เลยถูกถอดออกให้สมาชิกใหม่ กรานิต ชาติดอยู่ ทิ่มแทนเข้าคู่ ฟร็องซิส โกเกอแล็ง

จาก 3 รายที่ว่ามานั้นเป็น ชาคาที่ปฏิบัติตัวน่าผิดหวังสุด ในชื่อยอดกองกลางที่บุนเดสลีกาพกค่าจ้างใช่ย่อย 30 กว่าล้านปอนด์ ยังไม่ตอบโจทย์ด้านใดออกมาแจ่มแจ้ง

จะเล่นหนักๆสายขยันก็ไม่มีความเร็ว ให้วางบอลยาว-สั้นกลับไม่ฉมัง พื้นฐานผมไม่ให้ผ่าน

แต่ว่าของแบบนี้จะต้องดูกันยาวๆแล้วก็ให้ความเป็นธรรมเรื่องเวลาปรับตัวด้วย อย่าง โกเกอแล็ง กว่าจะได้ดีเวลานี้ก็เคยเกือบจะหมดอนาคต ทำเป็นเพียงแต่ย้ายยืมตัวเล่นลีกข้างล่างๆ

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงข้างหลังแพ้ครั้งแรกเป็นการทยอยคืนทีมของเหล่าสตาร์ตัวความมุ่งหวัง

กอสซิแอลนี่จำเป็นที่จะต้องถูกเข็นลงพร้อมสวมปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนกัปตันทีม ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กประคองเจ้าหนูร็อบ โฮลดิ้ง ภายหลังพากันออกสมุทรไปกับ ติดอยู่ลั่ม แชมเบอร์ส

เอ่ยถึงแชมเบอร์สแล้วจัดว่าอนาคตน่าเป็นห่วงมากมาย เมื่อโดนรุ่นน้องที่มาใหม่อย่าง โฮลดิ้งแซงหน้าตัวเลือกแนวรับไปเป็นระเบียบ

อายุอานามก็เริ่มจะพ้นสถานะดาวรุ่งเต็มแก่ นี่เป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เจ้าตัวจะต้องเลือกดีๆแม้ไม่ได้อยากต้องการจบดำเนินรอยตามรุ่นพี่ที่เกิดไม่สุดอย่าง ธีโอ วัลค็อตต์ หรือ แจ็ค วิลเชียร์

ยังมีทั้ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แล้วก็ เมซุต โอซิล ที่ลงมาโชว์ตัวครึ่งหลัง แล้วก็จากภาวะที่มองเห็นหัวหอกฝรั่งเศสยังไม่ฟิตจริงๆแต่ว่าในรายผู้นำกองทัพเยอรมันผมว่าพร้อมในระดับหนึ่ง

แล้วเหตุใด เวนเกอร์ก็เลยไม่กล้าให้สตาร์ตตัวจริงไปเลย?

ชาติดอยู่ปรับตัวยังมิได้ก็ให้นั่งไปก่อน หุบเอากาซอร์ล่าลงตัดเกมคู่โกเกอแล็ง แล้วให้โอซิลปั้นเกมอยู่ข้างหลัง อเล็กซิส ซานเชซ ก็ได้นี่

จะต้องยึดคติ ''อดเปรี้ยวไว้กินหวาน'' ไปถึงเมื่อใด?

สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่เลวร้ายพอเพียงหรือเช่นไร?

ทั้งสิ้นที่ว่ามาก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะวกเข้าเนื้อหาเสริมกองทัพในตลาดซัมเมอร์

เวนเกอร์ยังเลี่ยงจะตอบปัญหาผู้สื่อข่าวเรื่องดังที่กล่าวมาแล้ว พลางเบี่ยงประเด็นต้องการให้ถามผลงานในสนามมากยิ่งกว่า

แม้ว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ก็มองเห็นๆกันอยู่ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ในแนวรับขาดตัวเลือก เกมรุกไม่คม ก็ไม่เห็นจะนำพาอะไรที่อยู่ในตอนนี้

ประวิงเวลาผ่านพ้นมาราวกับที่ผมจ่อไมค์ไปสัมภาษณ์แฟนบอลกูนเนอร์สรุ่นใหญ่หน้าสนามก่อนแข่งขัน

ผมตั้งคำถามเรื่องเซ็นสัญญาควรจะเป็นตำแหน่งไหน หรือใครกันแน่ดี–คุณลุง (คำนวณเค้าหน้าคงอายุมากกว่าบิดาผู้ล่วงลับของผม) เอ็งตอบว่าใจความสำคัญมันอยู่ที่เรื่องเวลาแล้วก็ความเหมาะสมนะหลานเอ๊ย

เปิดตลาดมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมมัวร้องรออะไรอยู่ ตัวการๆก็แห่กันย้ายไปสิ สนทนาเอาในตอนนี้ก็เสียเวลาไปอีก

อืมมม…นะ ขนาดกองเชียร์ยังอ่านขาด แล้วนายใหญ่มาดสุภาพมัวไปทำอะไรอยู่?

บทสรุปผลเสมอที่สนามคิง เพาเวอร์–ตัดจังหวะควรจะได้จุดโทษออกไป จัดว่าสมน้ำสมเนื้อแก่การแบ่งแต้มกันไประหว่างสองทีมที่ไม่เป็นกลาง

''ไม่เป็นกลาง'' ในความหมายของผมเป็น กองกลางแต่ละทีมเล่นกันไม่เป็นกองกลางเอาซะเลย (ขอความกรุณาอย่างง HAHA)

แม้แต่ว่าบนความ ''ไม่เป็นกลาง'' ของแท้จากที่ผมคิดอ่าน แม้เลสเตอร์แล้วก็อาร์เซน่อลไม่ปรับปรุงอะไรสักอย่าง

อาจจะยากจะเข้าป้ายแชมป์ แล้วก็รองแชมป์เก่าอย่างฤดูกาลก่อนแน่นอน

คืนฟอร์มเมนฟิส เดอปาย

ตอนเบรกกลุ่มชาติถือเป็นเวลาไม่พึงประสงค์เอาซะเลยสำหรับทุกๆสมาคม ตลอดจนบรรดาแฟนบอล

ผลงานขาดช่วงทำอารมณ์ค้างไม่เพียงพอ ยังจำเป็นต้องมาลุ้นตัวโก่งไม่ให้นักฟุตบอลคนสำคัญบอบช้ำบาดเจ็บกลับมาอีกต่างหาก

ในรั้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดว่ามีเรื่องดี-ห่วยผสมปนเปกันไปในโปรแกรมสมาคมสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ เดย์ ตุลาคม

เจสซี่ ลินการ์ด เปิดฉากประดับธงกลุ่มชาติอังกฤษเป็นตัวจริงด้วยผลงานเข้าตาได้รับคำชมจากสื่อหลายเจ้า, มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสำรองโชว์ฝีเท้าดีงามตามเกณฑ์

ส่วนกัปตัน เวย์น รูนี่ย์ เล่นไม่ดีโดนโห่นั้นเกิดเรื่องที่พอคาดคะเนล่วงหน้าได้ (ฮ่า)

อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รางวัลตอบแทนฟอร์มแจ่มติดโผกลุ่มชาติประเทศสเปนชุดใหญ่หนแรกในอาชีพ

ปอล ป๊อกบา เป็นคีย์แมนดินแดนกึ่งกลางประเทศฝรั่งเศสในแมตช์น่าประทับใจ รัวแซงบัลแกเรีย 4-1

ทัพยี่ห้อไก่ของเจ้าป๊อกยังมีคิวดวลฮอลแลนด์ในเกมพนันสำคัญของกลุ่ม เอ–ผลของการแข่งขันเป็นยังไงนั้นเชิญติดตามได้ผ่านพาดหัวเรื่องหน้าหนึ่ง

กระนั้นหัวข้อหลักที่จะว่ากันไม่ใช่เรื่องเกมในสนาม ถ้าแต่เป็นนักฟุตบอลที่ต่ำเข้าขั้นจุดสุดยอดในกลุ่มกังหันลม รวมถึงภูติผีปีศาจแดงก็ด้วยเหมือนกัน

เมมฟิส เดอขว้าง ยังคงสวมเสื้อเบอร์ 7 ยูไนเต็ด–เขียนเตือนเอาไว้เผื่อบางคนลืมกัน

"ในตอนซัมเมอร์ ผมลบเรื่องเก่าๆทิ้งไปแล้วด้วยปุ่ม Control-Alt-Delete”

ปีกชาวฮอลันดาแมนนิยามขวบปีแรกในโรงละครแห่งความฝันแบบกระชับๆแต่เหิมใจความยิ่งกว่าบทติชมทั้งหลายแหล่เสียอีก

ฤดูกาลใหม่มาพร้อมวัตถุประสงค์ใหม่ ภายใต้นายจ้างคนใหม่ แต่กระนั้น เมมฟิส อาจจะเหลือเวลาช่วยชีวิตตัวเองในเสื้ออสุรีแดงถึงเพียงแค่เดือนมกราคมปีต่อไปแค่นั้น

ย้อนไปยังฤดูร้อน 2015 เดอขว้างย้ายมาเกาะอังกฤษในชื่อดาวซัลโว 28 ประตูให้กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทว่าฉากจบซีซั่นเดียวกันกลับจบด้วยการถูก หฝ่าส์ ฟาน กีล หั่นชื่อพ้นกลุ่มชุดชิงแชมป์เอฟเอ คัพ

ฟาน กัล คนนี้คือคนๆเดียวกับที่คราวหนึ่ง เมมฟิส เคยชูให้เป็น "ผู้จัดการกลุ่มที่ดีที่สุดในโลก"

คิดผิดคิดใหม่ไม่สายเหลือเกินนะไอ้หนุ่ม! (HAHA)

ให้ข้างหลังเถลิงถ้วยเก่าแก่เพียงแค่ 48 ชั่วโมง ฟาน กัล โดนเด้งพ้นเก้าอี้สังเวยความล้มเหลวพลาดโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมจุดประกายความคาดหมายFun88เมมฟิส แก้ตัวใหม่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

สตาร์วัย 22 ได้รับช่องทางจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้รับรองว่าต้องการร่วมงานด้วย แล้วก็พร้อมช่วยคาดคั้นฟอร์มเก่งกลับมา

แต่อนิจจา…ล่วงเลย 11 เกมทางการภายใต้บังเหียนกุนซือโปรเหม็นตุกีส ปรากฏว่า เดอขว้าง พึ่งลงสัมผัสพื้นสนามเพียงแค่ 95 นาที สตาร์ตตัวจริงเพียงครั้งเดียวแค่นั้นในถ้วยลีก คัพที่บุกเฉือนนอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์

กระทบชิ่งโดยตรงต่อสถานภาพในกลุ่มชาติ ยังอุตส่าห์มีชื่อในชุดปัจจุบันทว่าได้แค่นั่งสำรองดู ควินซี่่ โพรเมส (ผู้ใดกันแน่วะ?) ดาวเตะสปาร์ตัก มอสโก วัย 24 แล้วก็ วินเซนต์ ยานส์เซ่น หัวหอกสเปอร์ส พังตาข่ายแจ้งเกิดแซงหน้าไปไหนต่อไหนแล้ว

มาอีหรอบนี้คงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมมฟิส ย่อมไม่แฮปปี้กับสถานภาพตัวเอง ตามบทสัมภาษณ์เปิดใจหยกๆเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง

"บทบาทตัวสนับสนุนเป็นอะไรที่ไม่มีคุณค่า ผมไม่ใช่นักฟุตบอลที่แฮปปี้ไปกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกลุ่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่นี่คือสมาคมในฝันของผม แต่ผมต้องการลงเล่นด้วย"

ภาพจำปัจจุบันในกลุ่มชาติของ เมมฟิส เดอขว้างย คือการดีใจกับสหายร่วมกลุ่มจากม้านั่งข้างสนาม

"มันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกข์ยาก ผมพร้อมลงสานามแต่ยังจำเป็นต้องคอยโอกาสอยู่ข้างสนาม"

อย่างไรก็ตาม สมัยก่อนดาวดังพีเอสวีมีสิทธิ์เชื่อถือว่าช่องทางนั้นจะมาถึงเมื่อ มูรินโญ่ รับรองเองว่ายินดีสนับสนุนตัวนักฟุตบอล ถึงกระทั่งไม่ยี่หระอะไรก็แล้วแต่ในไลฟ์สไตล์หลงแสงสีเสียงที่ใครต่อใครต่างตั้งแง่จู่โจมเป็นสาเหตุผลงานต่ำในสนาม

เกี่ยวกับเรื่องดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว เฮดโค้ชคนพิเศษไม่เห็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ถึงแม้ว่าจะ เมมฟิส ถูกใจขับขี่รถหรูก็ไม่ใช่ว่าเขาเสียสมาธิเรื่องเกมฟุตบอล

หัวข้อหลักนั้นเป็นปัญหาของกลุ่มโดยรวมเมื่อฤดูกาลที่แล้วกระทั่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นต่างหาก

ที่สุดแล้ว มูรินโญ่ ยังแลเห็นคุณภาพดีงามบนความเป็นมืออาชีพในตัวของ เดอขว้างย แล้วก็แน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในแนวทางทำทีม

แต่เอาเข้าจริงก็ยังคงไม่อาจจะไขว่คว้าช่องทางภายใต้ร่มบุญกุนซือเลือดฝอยทองคำ เหมือนกันกับสมัยของ ฟาน กัล

ภาพเดิมๆรอตามหลอกหลอนกับฝีเท้าพรสวรรค์จัดว่ามีของ แต่ใช้ไม่เป็นประโยชน์กระทั่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตกตรวจสอบรายนามชุดลงสู่สนามฟาดแชมป์เอฟเอ คัพ สมัย 12

กับช่องทางที่ มูรินโญ่ มอบไว้ให้ก็ไม่ต่างกัน 30 นาทีมในชื่อตัวสำรองเจอเฟเยนูร์ด กลุ่มดังในบ้านเกิดหมดไปแบบไร้ผล

เมมฟิส มีส่วนร่วม 55 นาทีแรกที่สนามสิกข์ซ์ฟิลด์ส สเตเดี้ยม บ้านของนอร์ทแธมป์ตัน ก่อนถูกถอดออกขณะสกอร์ 1-1 แล้วจบเกมด้วยชัย 3-1

แค่นั้นมันฟ้องในตัวบนคำตอบต่างกันในทางที่ดีเมื่อไมมีเขาอยู่ในกลุ่ม

จริงๆแล้ว มูรินโญ่ ว่างแผนให้ เดอขว้างย มีส่วนร่วมในเกมยูโรปา ลีก รับมือซอรีคุณย่า ลูกานส์ค เมื่อกึ่งกลางอาทิตย์ก่อนนู่นด้วย ถ้าแต่ติดขัดจำเป็นจะต้องส่ง แอชลี่ย์ ยัง ลงสำรองแทนเจ้าหนู ทิโมธี่ โฟซู-เมนซาห์ ซึ่งบาดเจ็บกระทันหัน

รู้งั้นก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนัก ยังไงจอมเลื้อยเลือดกังหันก็เป็นเพียงตัวเลือกรองๆในแนวรุกภูติผีปีศาจแดงอยู่วันยังค่ำ

เดอขว้างย ยังคงทุ่มเทซ้อมรักษาภาวะความฟิตให้พร้อมเสมอ อีกทั้งยังออกตัวใส่กระสุนมาเต็มแม็กรอเวลาออกซอง

กระนั้นเมื่อโปรแกรมแข่งขันผ่านไปเรื่อยๆแล้วไม่มีเรื่องราวอะไรก็แล้วแต่คืบหน้าไปกว่าเดิม ความไม่พึงพอใจย่อมก่อตัวทั้งกับนักฟุตบอลเอง แล้วก็สมาคมสังกัดเดิม

เหนือสิ่งอื่นใดยังมีพ่อค้าแข้งอีกหลายรายที่รับประทานค่าแรงงานสมาคมเป็นจำนวนมากๆเพียงเพื่อนั่งเหงาก๋อยอยู่บนม้านั่งสำรอง หรือกระทั่งบนอัฒจันทร์อย่าง บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอรื มิดฟิลด์จอมเก๋าผู้โดนเททิ้ง

พินิจพิเคราะห์ความเป็นไปได้ ด้วยอายุการใช้งานอีกยาวไกล ฝีเท้าพอมีแววอบรม จึงเป็นได้สูงทีเดียวที่ เดอขว้างย อาจจะถูกผองถ่ายเพื่อถอนทุนคืนในพลันที่เปิดตลาดซื้อ-ขายนักฟุตบอลฤดูหนาว

แต่ก่อนใกล้จะถึงจุดนั้นมั่นใจว่า มูรินโญ่ แอนด์โค จะยังคงทะนุถนอมต่อสู้สตาร์เบอร์ 7 ในสนามซ้อมภายในความคาดหมายว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เดอขว้างย มีความถนัดฝีเท้าพอใช้ ก็แค่จำเป็นต้องปรับทัศนคติแล้วก็กรรมวิธีการเล่นให้กับสหายร่วมกลุ่มรายรอบ

อายุอานามก็พึ่ง 22 ยังมีเวลาอีกมากยิ่งกว่าจะขึ้นสู่จุดพีก เซฟร่างกายดีๆสามารถฟาดแข้งยาวๆร่วมทศวรรษ

แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นแข้งวัยหนุ่มก็ไม่ใช่เวลามานิ่งนิ่งนอนใจ ไม่ว่างมาทดลองเปิดโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าอีกต่อไป

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงทุ่งนาต่อไปนี้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งมวล 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งสิ้น 41 นัดหมายในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมม…ทำลายตาข่ายเสียจนหมดสิ้นขนาดนี้ นับว่ามากมายสำหรับกองหน้าที่แก่ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดู ดาวยิงวัยสูงอายุผู้นี้ถูกสบประมาทจากนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะเจอกับความยุ่งยากที่สุดในอาชีพการค้าขายลำแข้ง เนื่องจากว่าตรงนี้คือพรีเมียร์ลีก – สมรภูมิลำแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและหนักหน่วงบนอัตราความฮาร์ดคอร์เยอะที่สุดในเมืองมนุษย์
ตอนนี้ใครก็ช่างที่เคยกล่าวหาเขาเอาไว้ดูเหมือนกับว่าโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบ
ต่อไปนี้ลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆนะครับ) โดยเอาผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำคะแนนสำคัญๆมาหักปริมาณประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ทำนองว่าหาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นอย่างไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
มองเห็นไหมครับผมว่าหากพี่เอ็งไม่ยิงหรือยิงไม่ได้ คะแนนของทีมสีแดงแห่งแมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดหมายชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตกาลดาวยิงทีมชาติประเทศสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แต่ถ้าหากพี่เอ็งยิงไม่ได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 และชวดแชมป์ไปเลยนี่คือความสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นจำพวกห้ามป่วยไข้ ห้ามพัก และห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เนื่องจากว่าเวลาหายไป ไม่ได้ลงในสนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่เอ็งอย่างต้องหนัก เฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ด้วยล่ะก็ อัตราความคิดถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นทะลักจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดหมายอย่างไรแต่ จุดนี้ถือเป็นดาบสองคม เนื่องจากว่าการผูกขาดทำคะแนนให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เกือบจะผู้เดียวบางทีอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" รัวได้สูงสุดคือ 15 ประตู รองลงมาคือ ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล และมาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู เวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ เพิ่งยิงได้แค่ 2 ประตูเพียงเท่านั้นดูเหมือนกับว่า โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงอกเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากมายเสียด้วยนะครับ
คือหากไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต เว้นเสียแต่บางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่ต้องการให้พักน่องหรือต้องการจัดผู้เล่นชุดสองลงในสนามบ้างที่สำคัญคือหากได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออกอีกต่างหาก
ต่อให้เล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือประพฤติตนไม่เป็นประโยชน์ เจ้าของสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะไม่มีวันเปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม เหมือนกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตนเอง ดาวเตะที่สหายร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้ห่วยสิ้นดีนะครับ ขนาดฆ่าจุดโทษยังโดนเซฟเลย ราษฎรก็เห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แต่ "มูมู่" กลับปลดปล่อยให้คุณพี่เขาประพฤติตนไร้ประโยชน์บนฟลอร์หญ้าจนครบ 90 นาที โดยเลือกถอดบุคคลอื่นออกแทนซะแบบงั้น
เข้าใจว่าทั้งคู่คงจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เนื่องจากว่าความเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงอกเกรงใจ" จะไม่ใส่อยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษและพจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นได้ที่ภายหลังหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" บางทีอาจไม่ได้คิดอยากจะขายวิญญาณให้ปีศาจร้ายแดงตั้งแต่ต้น แต่เป็นเนื่องจากว่าถูกนายจ้างเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อ้อนวอน หรือบางทีอาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยตูดมาอยู่ด้วยกันที่โรงแสดงละครแห่งความฝัน
โน่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไม ที่ปรึกษาวัย 54 กะรัตถึงเกรงอกเกรงใจผู้ร่วมทีมคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัดหมาย แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก เพื่อเป็นการตอบแทนหากเป็นลูกก็ถือเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนติดเป็นนิสัยเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จึงไม่แตกต่างจาก "อภิสิทธิ์ชน" ในทีมปีศาจร้ายสามแง่ง ซึ่งนับว่าผิดหลักการปกครองอย่างหนัก เนื่องจากบางทีอาจสร้างปัญหาการน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นในทีม
ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความเด็ดขาดมากมายนะครับ เขาไม่มีวันปลดปล่อยให้ผู้ร่วมทีมยิ่งใหญ่กว่าตนเองอย่างแน่แท้ ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งยุคเป็นที่ปรึกษาของ เชลซี – เจ้าของทีมอย่าง "เสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดยอดเยี่ยมดาวยิงค่าตัว 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟเชนหรูหรา มาให้ โดยมีข้อต่อรองว่าจำต้องส่งลงในสนาม แต่ "เชว่า" กลับแงะฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่เป็นผลสำเร็จจนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวถึงขนาดเป็นเหตุให้ผู้จัดการทีมกับเจ้าของทีมจำต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอหรูหรา คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์รี่ ก็เช่นเดียวกันที่ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สุดท้ายตนเองเลยโดนผู้ร่วมทีมหักหลังจนโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการทีมมาแล้ว
และโดยไม่เว้นแม้แต่ผู้ร่วมทีมในปัจจุบันอย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้นจะมาหายใจร่วมกันอีกครั้งในชุดแต่งกายปีศาจร้ายแดงและทุ่งนาต่อไปนี้ แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" คือผู้เล่นคนแรกที่ชอบถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เปลี่ยนตัวออกเป็นคนแรกอยู่เสมอ
จึงเพียงพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ร่วมทีมคนไหนกันแน่ เว้นเสียแต่ "พี่หลา" เพียงผู้เดียวที่จัดอยู่ในจำพวก "ห้ามสัมผัส" เป็นกรณีพิเศษ
ผมเข้าใจ โชเซ่ มูรินโญ่ นะครับ เข้าใจว่าเฮียเอ็งคงมีบางอย่างที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ราษฎรทั่วไปไม่เคยทราบ หรือครั้งคราวมันบางทีอาจเป็นข้อจำกัดพิเศษที่เจาะจงเอาไว้ในข้อตกลงที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้ มันบางทีอาจเป็น "ข้อจำกัด" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจร้ายแดงอะไรราวๆนั้น
สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือไม่ใช่ทุกนัดหมายที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมพลางกระแทกตาข่ายได้ตลอด
บ่อยครั้งที่เขาหวงบอลมากเกินความจำเป็น บ่อยครั้งที่เขาทำเรื่องง่ายให้เกิดเรื่องยาก และบ่อยครั้งที่ออกอาการอารมณ์เสีย หรือชักสีหน้าใส่สหายร่วมทีมที่ดันเล่นไม่ถูกใจ
เช่นเดียวกับบางนัดหมายที่สมต้องเป็นตัวสำรองบ้าง หรือถูกเปลี่ยนตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอด 90 นาทีในทุกๆนัดหมาย
ถึงตอนนี้ "อิบรา" ยังไม่ได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นะครับ แถมฤดูหน้าอายุเขาจะมากขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ อย่างไรสภาพร่างกายก็จำต้องเสื่อมโทรมลงไปตามธรรมชาติ จึงไม่มีวันรักษามาตรฐาน หรือเล่นดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่แท้มันยังไม่ใช่แค่นี้
มันยังทายใจได้ไม่ยากว่าฤดูหน้าอย่างไร แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมกองทัพแน่ๆ
ถ้าหากต้องการยืดข้อตกลงออกไปอีก 1 ปี ครั้งคราว "เฮียหลา" บางทีอาจจำต้องเห็นด้วยความเป็นจริงข้อนี้ เช่นเดียวกับยอมรับสภาพการใช้ชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นลำดับที่สองรองจากบุคคลอื่นปริศนาคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่แก่ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นตัวสำรองได้หรือไม่? ผมตอบให้ก็ได้ครับผมว่า…ไม่มีวัน ดาวเตะที่หยิ่งยโสและหยิ่งยโสอย่าง "อิบรา" ไม่มีวันยอมเป็นลำดับที่สองรองผู้ใด – มันจึงหลงเหลืออยู่เพียงแต่ 2 ลู่ทางเท่านั้น

4 วิธีฉุดหงส์จากหลุม

เหตุการณ์ของลิเวอร์พูลขณะนั้น ถ้าหากเป็นผู้เจ็บป่วยติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองครั้งติดต่อกัน ในขณะที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ กระหยิ่มใจเสนอผลงานไม่มีปราชัยในแอนฟิลด์ ยาวนานข้ามปี
ข้อเท็จจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความแพ้พ่ายที่ยุติเส้นทางไปเวมบลีย์ เพราะว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แม้กระนั้นประเด็นที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากชัยชนะแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจจะเพียงพอมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดหาทางออก เพราะว่าในเมื่อเหตุการณ์เลวทรามมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และก็ฉุดกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่เพียงพอคิดได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และก็กระบวนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆเวลาที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะว่าจนกระทั่งเวลานี้ ผลงานชนะพลีมัธ แค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และก็ต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มแจ้งว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าต้องราวกับ มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง และก็เปิดทางให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาทำการจะดูได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่แข่งให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเมื่อกลางสัปดาห์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และก็ขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาทีแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เพราะว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางขวายังบอดอย่างเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นก้าวหน้าระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะหามความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็ควรจะเห็นสกอร์อย่างต่ำๆ1-2 ประตู
เป็นอีกครั้งต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และก็เมื่อไม่ได้เรื่องถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระตือรือร้น ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับ แม้กระนั้นตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วทำไมถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาแค่ 45 นาทีสุดท้าย
2. เว้นเสียแต่ความเคลื่อนไหวในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์อาจต้องปรับวิธีทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการเล่าเรียนเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเหี่ยวปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และก็รัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและก็การฝึกซ้อมที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะมีผลให้ลิเวอร์พูลลำบากในช่วงครึ่งฤดูหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลสั่นหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นหลังเกมกับเซาธ์หมูแฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และก็แพ้บ่อยขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ ราวกับในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และก็ถือว่ากดดันกลุ่มเยือนได้พอควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นพักๆไม่ตลอด ราวกับจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นสุดท้ายก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลต้องถูกถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงเห็นด้วยเถิดว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะต่อกรกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหนกัน แม้กระนั้นอย่างที่เห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และก็คล็อปป์เกือบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินการได้ดีมากยิ่งกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในช่วงม.ค. อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และก็เขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันกล้วยๆราวกับที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคิด ด้วยเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกลาง บางโอกาสข้อจำกัดบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังเพียงพอทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีมากยิ่งกว่าปล่อยให้ตายไปต่อหน้าต่อตา
4. ทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่จะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกทำสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดประชันครับ และก็ผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยใจอยากให้ไม่เข้ารอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วย ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังฉิบหายตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เพราะว่าเซเนกัลกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำคะแนนได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆเตรียมเจอกับ "หมอปราบผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงก.พ.

มิคกี้ ผู้เล่นทรงคุณค่าโอลด์แทรฟฟอร์ด

Henrikh Mkhitaryan เป็นผู้เล่นชาวอาร์เมเนียของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ใครๆก็รู้จักดี
แล้ว Mkhitaryan นี่มันอ่านว่าอะไร? เพื่อความเข้าใจและไม่งง ก่อนเปิดฤดูนี้ เจ้าตัวเขาอุตส่าห์อัดคลิปมาลงในเว็บไซต์ไซด์อย่างเป็นทางการของชมรม (manutd.com) โดยชี้แจงว่า… ถ้าหากในภาษาอาร์เมเนีย ออกเสียงว่า มคิ-ทาร์-ยาน ถ้าหากในภาษาอังกฤษ ออกเสียงว่า มคิ-ทา-เรี่ยนหมายความว่าเรียกได้ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ เนื่องจากถึงคุณพี่เขาจะเป็นชาวอาร์เมเนียที่มาค้าหน้าแข้งอยู่ในแผ่นดินอังกฤษ แต่ว่าถ้าหากฟังเสียงคนพากย์ภาษาอังกฤษในทีวี ท่านผู้ชมทางบ้านจะได้ยินแบบเต็มหูว่า "มคิทาเรี่ยน" นี่เป็นการออกเสียงแบบอังกฤษ
นักพากย์โดยมากในเมืองหลวงลูกหนังชอบเรียกชื่อผู้เล่นคนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะชื่อแปลกประหลาดที่อ่านยากแล้วก็เรียกยากทั้งหลายแหล่ตามสำเนียงภาษาของตนเอง ซึ่งถือเป็นภาษาสากลเอาไว้ก่อน แถมชาวอั้งม้อโดยมากก็มีความชาตินิยมมิใช่น้อย ด้วยสำคัญว่าประเทศเรานั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แบบเต็มที จัดเป็นเลิศในประเทศมหาอำนาจของโลกเน่าๆใบนี้ จึงบางทีอาจไม่ต้องพอใจว่าชื่อของผู้เล่นคนนั้นๆมันจะออกเสียงอย่างถูกต้องตามบรรพบุรุษหรือโคตรเหง้าศักราชของเขาว่าอะไร ในเมื่อแกมาค้าหน้าแข้งอยู่ในประเทศเรา – เราก็เรียกตามภาษาของเราแบบงี้ คนใดกันแน่จะเพราะเหตุใด
ยกตัวอย่างเช่น Thierry Henry ตอนย้ายมาทำปากแขวนในอังกฤษใหม่ๆคนพากย์ออกเสียงเรียกนักเตะผู้นี้ว่า "เฮนรี่" แบบตรงตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษ ราวกับ "พระเจ้าเฮนรี่" ของพวกเขานั่นแหละ จนถึงวันหนึ่งค่อยตีเนียนแปลงมาเป็น "อองรี" ภายหลังที่รู้ว่านามสกุลของนักเตะผู้นี้จะต้องออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสว่า "อองรี" แถมอดีตดาวยิงกลุ่มปืนโตผู้นี้ก็เป็นชาวฝรั่งเศส – ไม่ใช่ชาวประเทศเปรูสักหน่อยหมายความว่านักพากย์อังกฤษก็พร้อมที่จะเรียกชื่อผู้เล่นคนต่างชาติตามภาษาของเจ้าตัวเขาแบบเดียวกัน เพื่อความถูกต้องชัดเจนเนื่องจากคงไม่มีผู้ใดอยากให้คนอื่นๆมาเรียกชื่อหรือนามสกุลของตนเองแบบไม่ถูกๆเพี้ยนๆ
แต่ว่าในกรณีของ "มคิทาเรี่ยน" อาจเป็นไปได้ที่นักพากย์ชาวอังกฤษบางทีอาจจะออกเสียงตามภาษาอาร์เมเนียไม่ถนัดเลยขอเรียกตามความสะดวกรูปากของตนเองเอาไว้ก่อน หรือบางเวลาอาจไม่รู้ว่าชื่อนี้ในภาษาอาร์เมเนียจะต้องอ่านว่า "มคิทาร์ยาน"
ในฐานะสื่อลูกหนัง พวกเราบนกองบัญชาการซอคเก้อร์มีวิธีการในการถ่ายทอดชื่อของผู้เล่นคนต่างชาติว่าจะต้องบากบั่นจะเขียนหรือออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาของนักเตะผู้นั้นมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาต่างประเทศที่มีทั้งภาษาประเทศสเปน, ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาอิตาลี รวมถึงศึกษาหรือหาข้อมูลให้ได้ว่าเจ้าตัวเขาเคยประกาศบอกชาวบ้าน หรือเรียกชื่อตัวเองว่าอะไรไม่ใช่นึกอยากจะใช้อะไรก็ใช้ตามความสะดวกของตนเองราวกับพวกนักพากย์อังกฤษ
ที่สำคัญเป็นไม่เคยบังคับให้คนใดกันแน่หรือสื่อเจ้าอื่นๆจะต้องเรียกตาม มิได้ตั้งตัวเองเป็นตักหินผา แล้วก็ไม่เคยบอกเพราะว่าการเรียกแบบไหนไม่ถูก การเรียกแบบไหนถูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว & ฉะนี้ อยากจะเรียกแบบไหน อยากจะพากย์แบบไหน หรืออยากจะเขียนออกมาแบบไหน มคิทาร์ยาน – มคิทาริจนถึง – มคิทาเรี่ยน – มคิตาเขต – มาขี่จะเยี่ยน – มาขี่จะยาน หรือถ้าหากอยากจะเพี้ยนเป็น "น้ำพริกตาโย่ง" ก็เอาที่แกสุขใจเลยครับ อยากจะเรียกแมวน้ำอะไรก็เรียกไปเถิดครับ เพียงแต่บนหน้ากระดาษที่นี้ เราขอออกเสียงตามสำเนียงอาร์เมเนียของเขาว่า "มคิทาร์ยาน" ก็ตามใจนอกเหนือจากนั้นเวลาได้ยินเสียงเรียกว่า "มคิทาเรี่ยน" หรือ "มคิทาริยั่น" แล้วมันจั๊กจี้รูขูชอบกล! ไอ้ที่เอาจะต้องหัวข้อนี้มาบอกกล่าว เนื่องจากคราวที่แล้วดันมีคนออกทีวีมาประกาศว่าสื่ออื่นๆเรียกชื่อผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ยูไนเต็ด คนปัจจุบันนี้ไม่ถูกมาตลอด จึงจะต้องขออธิบายเพื่อความเข้าใจ เกมปัจจุบันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปกระหน่ำ เลสเตอร์ สิตี้ เฮนริค มคิตาเขต เอ๊ย! มคิตาริยั่น เอ๊ย! มคิทาเรี่ยน เอ๊ย! มาขี้จักรยาน เอ๊ย! มคิทาร์ยาน เอ๊ย! อ้าว…เฮ๊ย! แกจะเอ๊ยเพราะเหตุใดอีก – ถูกแล้ว คือ เกมปัจจุบัน เฮนริค มคิทาร์ยาน ยิงได้ 1 ประตู แล้วก็ผ่านให้สหายยิงอีก 1 ประตูนั่นเป็นครั้งแรกที่ดาวเตะวัย 28 ผู้นี้ลงเล่นในตำแหน่ง "หน้าต่ำ" หรือเลข 10 แบบเต็มๆย้อนกลับไปในเกมที่พรรคพวกปีศาจแดงบุกไปเยี่ยม คิง เพาเวอร์ส สเตเดี้ยมโชเซ่ มูรินโญ่ มาแปลกแล้วก็แหวกแนว ด้วยจัดตั้งระบบ 4-1-3-2 ให้สมาชิก โดยขยับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เข้าไปเล่นเป็นศูนย์หน้าคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
แผงกองกลาง 4 ตัว มี อันเดร์ เอรร่า แขวนเป็นตัวรับอยู่หน้าแผงกองหลัง ขยับขึ้นไปเป็นหน่วยขับเคลื่อนเกมรุกอันประกอบด้วย เฮนริค มคิทาร์ยาน – ปอล ป๊อกบาW88– ฆวน มาต้า แต่ว่าเล่นไปเล่นมาดูราวกับว่ามันจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ เกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดๆขัดๆไม่ลื่นไหลซักเท่าไหร่
ผ่านไปประมาณ 25-30 นาที "มูมู่" จึงปรับระบบการเล่นใหม่มาเป็น 4-2-3-1 โดยถ่างเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นด้านซ้ายดังเดิมพลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน เข้าไปสวมบทผู้เล่นเลข 10 ก่อนจะแสดงให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่างนั่นเป็นสปีดต้นที่เร็วปานกามานิตหนุ่มจนกระทั่งนำไปสู่ประตูนำของปีศาจแดง
จังหวะนั้นบอลถูกเปิดยาวมาจากดินแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่ คริส สมอลลิ่ง จะโหม่งขัดถูถัดมา – ทันใด ผู้เล่นที่สหายร่วมกลุ่มเรียกว่า "มิคกี้" ก็ชิงจังหวะจิ้มบอลหนี โรเบิร์ต ฮูธ ปราการหลังของ เลสเตอร์ ที่เข้าพรวดพราดพลางควบตะบึงไปสะเดิ๊บตาข่าย
สปีดกงล้อตีนที่พาร่างพุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่ผ่านมาก็เคยแสดงให้มองเห็นมาแล้วคราวหนึ่งในเกมเฉือนไก่ เมื่อมีที่พื้นที่ว่างอยู่ข้าง เขาพาลูกควบไปด้วยความเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดจนกระทั่งไม่มีผู้ใดตามทันฤดูกาลนี้ ดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์จาก ดอร์ทมุนด์ เริ่มด้วยการเป็นตัวสำรองครับผม
4 ครั้งแรกในชุดแต่งกายปีศาจแดง (คอมมิวนิตี้ชิลด์ 1 นัดหมาย พรีเมียร์ลีก 3 นัดหมาย) โชเซ่ มูรินโญ่ ให้ผู้เล่นใหม่อย่าง เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงสัมผัสเกมแบบอังกฤษที่เร็วแล้วก็เอาจริงเอาจังในฐานะตัวสำรอง จนถึงเกมที่ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกที่จัดอยู่ในประเภทมหาศึกระดับดาร์บี้ผ่าเมืองเฮนริค มคิทาร์ยาน ได้ลงตัวจริงเป็นครั้งแรกในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกตามระบบ 4-2-3-1จบครึ่งแรกเขาถูกเปลี่ยนตัวออกทันที! เปล่า…ไม่ใช่เล่นไม่ดีครับผม แต่ว่าเล่นมิได้เลยต่างหาก
เมื่อได้ลงเล่นในเกมใหญ่ตั้งแต่ต้น ออกจะกระจ่างว่าดาวเตะกลุ่มชาติอาร์เมเนียผู้นี้ยังปรับตัวให้กับความฮาร์ดคอร์ของบอลอังกฤษมิได้
จากนั้นก็ถูกหมางเมินไปร่วมๆ2 เดือน โดยไม่มีชื่อแม้แต่บนม้านั่งสำรอง ทั้งที่มิได้มีปัญหาบาดเจ็บอะไร ชาวบ้านก็ชักจะสงสัยว่าที่ปรึกษาชาวของหวานฝอยทองมีปัญหาอะไรกับสมาชิกคนนี้หรือไม่
ในตอนนั้นไม่มีผู้ใดรู้เรื่องว่าเพราะเหตุใด โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงไม่ยินยอมใช้บริการของดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์ผู้นี้ ทั้งที่ใครๆก็เห็นเหมือนกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อเขามาเพื่อเป็นเพลย์เมคเสียเวลาเปล่าร์
หลังถูกลักพาตัวหายไปกว่า 2 เดือน เฮนริค มคิทาร์ยาน โผล่มามีชื่อเป็นตัวจริงในเกม ยูโรปา ลีก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับการมาเยี่ยมของ เฟเยนูร์ด ในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกดังเดิม แถมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดาวเตะผู้นี้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร ไม่ว่าจะในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ก่อนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ จะออกมาเฉลยถึงมูลเหตุที่หมางเมินว่าเนื่องจากเขาอยากบ่มให้ตัวเอกจากเวทีบุนเดสกาปรับสภาพทั้งกายและใจ รวมถึงขั้นตอนการเล่นให้กับพรีเมียร์ลีกมากที่สุด
จนถึงบ่มจนกระทั่งได้ที่จึงส่งลงสู่สนามอีกทีและไม่ทำให้ผิดหวัง โดยหลังจากใช้เป็นตัวผู้เล่นทางด้านข้างทั้งในระบบ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาหลายนัดหมาย เกมปัจจุบันก็ถูกขยับเข้าไปเล่นเป็นหน้าต่ำ แถมผลงานที่ออกมาก็ค่อนจะงามมิใช่น้อย
ในระบบ 4-2-3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับตำแหน่งผู้เล่นเลข 10 มาตลอด หลังจากบากบั่นลองผิดลองถูกในตำแหน่งมานาน
อันเดร์ เอรร่า ก็ไม่ใช่ทาง ฆวน มาต้า ก็ช้าเหลือเกิน เจสซี่ ลินการ์ด ก็ประสิทธิภาพน้อยเกินไป ระหว่างที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ไม่ใช่ดาวเตะมหาประลัยพันธุ์หมูเดือดตัวเดิม นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใดถึงจะต้องปรับมาเล่นในระบบ 4-3-3 หรือ 4-1-4-1 ซึ่งไม่ต้องมีหน้าต่ำ

ปัจจุบันนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังนามแพร่หลายบันลืออย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกมาพูดถึงดาวเตะเลข 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้นี้ว่า "ใครๆต่างชมเชย เมซุต โอสิล, ฆวน มาต้า, ดาบิด สิลบา ในฐานะนักเตะที่เต็มไปด้วยความชำนาญแล้วก็วิธีชั้นเลิศ แต่ว่าพวกเขาขาดสปีดความเร็ว ซึ่งนั่นเป็นอีกข้อดีของ เฮนริค มคิทาร์ยาน"

18 พ้อยท์ที่หายไปของ หงส์

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก กลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าทำไมถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะกลุ่มกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แม้กระนั้นมันหลายคราวมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงชมเชยถึง ดิว็อค โอริกี้ ฉับพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ เจอร คล็อปป์ อีกคราว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูติเตียนนโญ่เจ็บป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องเปลี่ยนออก มันเป็นเรื่องที่จำต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบคำถาม แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าทำไมจะต้อง โฌแอล มาติเตียนป ทำไมจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำไมไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมแค่คิดว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาอาจยังไม่เหมาะสมกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบนั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกแบบเดียวกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความคาดหมายได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็พกพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา
2. ถ้าเกิดสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมแบบนี้'' ก็ไม่สมควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกอย่าง เนื่องมาจากมันเหมือนทำข้อสอบแล้วจำไม่ได้ก็วงเดาสุ่มๆไป
3. เวลาที่โดน 2-2 ถึงท้ายเกมแต่เวลาก็ยังพอหลงเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที ทำไมขอรับ เขาถึงอาจนิ่งที่จะแก้ไขสถานการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังทลายประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของกลุ่มท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอติเตียนฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แล้วก็ 6-3 ที่กูดิสัน พาร์ค ฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบนี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ มีผลกระทบแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไร้สตาร์คนเก่งกลุ่มชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ครึ่งหลังลงมาเร่งเครื่องกระทั่งบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าเกิดรักษาสกอร์มิได้ ก็จะต้องรัวเพิ่ม แต่สมาพันธ์สีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำมิได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสมมติฐานว่ากลุ่มของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้โค้ชวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาบากบั่นเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่คอยคว้าข้อผิดพลาดเข้าโจมตีดังดังเช่นว่าลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบนี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด เจอร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียท่าค้างรังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งๆที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วแล้วก็แน่ๆที่เดอะ ค็อปอาจจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นธันวาคม ปริศนาคือทำไมคุณถึงเก่งจังกับกลุ่มใหญ่ แม้กระนั้นมักป้อแป้กับกลุ่มเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แม้กระนั้นทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 กลุ่มข้างล่างของตารางลงไปเป็นยังไง 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนกระทั่งเลสเตอร์ สิตี้ ถ้าเกิดพอเจอเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งสหายข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะชูขันหมากเชิญให้รีบมาเจอเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเขยื้อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังกดดันเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าทำไมสองปีมานี้ถึงพกพามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อให้ท้ายซีซั่นก่อนอาจคลอดลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีแล้วก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่เมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ ขุนพลยี่ห้อไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตติเตียนโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามเจอกรุ๊ป 8 กลุ่มข้างล่างของตาราง โดยการทำตกหายไปแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อเจอกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับกลุ่มที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งบอกเล่าความทุกข์กัน เพราะเหตุว่ากลุ่มเล็กมีมากกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดียิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเจอก็มักจะซักซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยเล่นงาน เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้สมาชิกคุมโซนมากยิ่งกว่าเกาะติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่ได้แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีก็มีคนชูประเด็นว่าความสามารถของกลุ่มวัดกันตรากตรำ เพราะเหตุว่าสมัยก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกอย่างของกลุ่ม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจัดกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็แล้วแต่ ลิเวอร์พูลเป็นสมาพันธ์ที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แม้กระนั้นก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ครั้งตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดเจอร์ส ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการพรีเซ็นท์ต้นแบบแจ่มชัด มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวพระเอกระดับทวีป
คูติเตียนนโญ่, ฟีร์มีโน่ แล้วก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แม้กระนั้นมั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตราตรึงกับกลุ่มที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เช่นเดียวกับกลุ่มที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินหมายเลขเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปริศนาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบนี้ขอรับ ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจะต้องเปลี่ยนใหม่แล้วก็มีตัวสำรองชดเชย ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น แล้วก็กองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะเห็นโค้ชที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ดีว่ามีแค่ไหนกัน ต่อมาหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็คงจะทายใจจิตใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็ถูกใจต่อกลุ่มที่มีพอควร ฉะนั้นแล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็อาจสังกัดว่าท้ายที่สุดจบชั้นเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม แล้วก็โบโร่
ถ้าเกิดเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตติเตียนโน่ก็อาจคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะพิพากษาโค้ชอย่างคล็อปป์เพราะว่า ภายหลังจากได้คุมสุดกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรจะให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… จำต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะเหตุว่าหากทำเป็นปัจจุบันลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

จ่ามูเซงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

น้ามู กุนซือฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ลงสนามเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการลงแข่งก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า ปีศาจแดงบุกไปชนะด้วยสกอร์ 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

น้ามู ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ปลด

 

น้ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของจิ้งจอก ที่เพิ่งโดนปลดไป

จิ้งจอก เพิ่งประกาศแยกทางเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมปีศาจแดง หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า ศูนย์หน้าวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของปีศาจแดง ที่ล่าสุด ศูนย์หน้า ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้