4 วิธีฉุดหงส์จากหลุม

เหตุการณ์ของลิเวอร์พูลขณะนั้น ถ้าหากเป็นผู้เจ็บป่วยติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองครั้งติดต่อกัน ในขณะที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ กระหยิ่มใจเสนอผลงานไม่มีปราชัยในแอนฟิลด์ ยาวนานข้ามปี
ข้อเท็จจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความแพ้พ่ายที่ยุติเส้นทางไปเวมบลีย์ เพราะว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แม้กระนั้นประเด็นที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล จากชัยชนะแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนอาจจะเพียงพอมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดหาทางออก เพราะว่าในเมื่อเหตุการณ์เลวทรามมาถึงจุดนี้ เจอร คล็อปป์ ควรจะถึงเวลาลงมือทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และก็ฉุดกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่เพียงพอคิดได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และก็กระบวนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆเวลาที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะว่าจนกระทั่งเวลานี้ ผลงานชนะพลีมัธ แค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และก็ต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแจ่มแจ้งว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูเจอร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าต้องราวกับ มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกมาจากตำแหน่ง และก็เปิดทางให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาทำการจะดูได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่แข่งให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเมื่อกลางสัปดาห์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และก็ขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาทีแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากช่วงต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เพราะว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางขวายังบอดอย่างเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นก้าวหน้าระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรจะหามความมุ่งมาดในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนถึงครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูว่ากล่าวนโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็ควรจะเห็นสกอร์อย่างต่ำๆ1-2 ประตู
เป็นอีกครั้งต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และก็เมื่อไม่ได้เรื่องถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระตือรือร้น ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับ แม้กระนั้นตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วทำไมถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาแค่ 45 นาทีสุดท้าย
2. เว้นเสียแต่ความเคลื่อนไหวในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์อาจต้องปรับวิธีทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการเล่าเรียนเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเหี่ยวปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เช่นเดียวกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และก็รัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและก็การฝึกซ้อมที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะมีผลให้ลิเวอร์พูลลำบากในช่วงครึ่งฤดูหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลสั่นหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นหลังเกมกับเซาธ์หมูแฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และก็แพ้บ่อยขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ ราวกับในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และก็ถือว่ากดดันกลุ่มเยือนได้พอควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นพักๆไม่ตลอด ราวกับจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นสุดท้ายก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลต้องถูกถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงเห็นด้วยเถิดว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่เพียงพอจะต่อกรกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหนกัน แม้กระนั้นอย่างที่เห็นเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม และก็คล็อปป์เกือบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินการได้ดีมากยิ่งกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในช่วงม.ค. อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และก็เขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันกล้วยๆราวกับที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยคิด ด้วยเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกลาง บางโอกาสข้อจำกัดบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังเพียงพอทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีมากยิ่งกว่าปล่อยให้ตายไปต่อหน้าต่อตา
4. ทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่จะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกทำสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดประชันครับ และก็ผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยใจอยากให้ไม่เข้ารอบแม้กระนั้นก่อนเวลาเลยด้วย ความมุ่งมาดหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังฉิบหายตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เพราะว่าเซเนกัลกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำคะแนนได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆเตรียมเจอกับ "หมอปราบผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลได้เปรียบอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงก.พ.

มิคกี้ ผู้เล่นทรงคุณค่าโอลด์แทรฟฟอร์ด

Henrikh Mkhitaryan เป็นผู้เล่นชาวอาร์เมเนียของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ใครๆก็รู้จักดี
แล้ว Mkhitaryan นี่มันอ่านว่าอะไร? เพื่อความเข้าใจและไม่งง ก่อนเปิดฤดูนี้ เจ้าตัวเขาอุตส่าห์อัดคลิปมาลงในเว็บไซต์ไซด์อย่างเป็นทางการของชมรม (manutd.com) โดยชี้แจงว่า… ถ้าหากในภาษาอาร์เมเนีย ออกเสียงว่า มคิ-ทาร์-ยาน ถ้าหากในภาษาอังกฤษ ออกเสียงว่า มคิ-ทา-เรี่ยนหมายความว่าเรียกได้ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ เนื่องจากถึงคุณพี่เขาจะเป็นชาวอาร์เมเนียที่มาค้าหน้าแข้งอยู่ในแผ่นดินอังกฤษ แต่ว่าถ้าหากฟังเสียงคนพากย์ภาษาอังกฤษในทีวี ท่านผู้ชมทางบ้านจะได้ยินแบบเต็มหูว่า "มคิทาเรี่ยน" นี่เป็นการออกเสียงแบบอังกฤษ
นักพากย์โดยมากในเมืองหลวงลูกหนังชอบเรียกชื่อผู้เล่นคนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะชื่อแปลกประหลาดที่อ่านยากแล้วก็เรียกยากทั้งหลายแหล่ตามสำเนียงภาษาของตนเอง ซึ่งถือเป็นภาษาสากลเอาไว้ก่อน แถมชาวอั้งม้อโดยมากก็มีความชาตินิยมมิใช่น้อย ด้วยสำคัญว่าประเทศเรานั้นเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่แบบเต็มที จัดเป็นเลิศในประเทศมหาอำนาจของโลกเน่าๆใบนี้ จึงบางทีอาจไม่ต้องพอใจว่าชื่อของผู้เล่นคนนั้นๆมันจะออกเสียงอย่างถูกต้องตามบรรพบุรุษหรือโคตรเหง้าศักราชของเขาว่าอะไร ในเมื่อแกมาค้าหน้าแข้งอยู่ในประเทศเรา – เราก็เรียกตามภาษาของเราแบบงี้ คนใดกันแน่จะเพราะเหตุใด
ยกตัวอย่างเช่น Thierry Henry ตอนย้ายมาทำปากแขวนในอังกฤษใหม่ๆคนพากย์ออกเสียงเรียกนักเตะผู้นี้ว่า "เฮนรี่" แบบตรงตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษ ราวกับ "พระเจ้าเฮนรี่" ของพวกเขานั่นแหละ จนถึงวันหนึ่งค่อยตีเนียนแปลงมาเป็น "อองรี" ภายหลังที่รู้ว่านามสกุลของนักเตะผู้นี้จะต้องออกเสียงตามภาษาฝรั่งเศสว่า "อองรี" แถมอดีตดาวยิงกลุ่มปืนโตผู้นี้ก็เป็นชาวฝรั่งเศส – ไม่ใช่ชาวประเทศเปรูสักหน่อยหมายความว่านักพากย์อังกฤษก็พร้อมที่จะเรียกชื่อผู้เล่นคนต่างชาติตามภาษาของเจ้าตัวเขาแบบเดียวกัน เพื่อความถูกต้องชัดเจนเนื่องจากคงไม่มีผู้ใดอยากให้คนอื่นๆมาเรียกชื่อหรือนามสกุลของตนเองแบบไม่ถูกๆเพี้ยนๆ
แต่ว่าในกรณีของ "มคิทาเรี่ยน" อาจเป็นไปได้ที่นักพากย์ชาวอังกฤษบางทีอาจจะออกเสียงตามภาษาอาร์เมเนียไม่ถนัดเลยขอเรียกตามความสะดวกรูปากของตนเองเอาไว้ก่อน หรือบางเวลาอาจไม่รู้ว่าชื่อนี้ในภาษาอาร์เมเนียจะต้องอ่านว่า "มคิทาร์ยาน"
ในฐานะสื่อลูกหนัง พวกเราบนกองบัญชาการซอคเก้อร์มีวิธีการในการถ่ายทอดชื่อของผู้เล่นคนต่างชาติว่าจะต้องบากบั่นจะเขียนหรือออกเสียงให้ใกล้เคียงกับภาษาของนักเตะผู้นั้นมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาต่างประเทศที่มีทั้งภาษาประเทศสเปน, ภาษาฝรั่งเศส หรือภาษาอิตาลี รวมถึงศึกษาหรือหาข้อมูลให้ได้ว่าเจ้าตัวเขาเคยประกาศบอกชาวบ้าน หรือเรียกชื่อตัวเองว่าอะไรไม่ใช่นึกอยากจะใช้อะไรก็ใช้ตามความสะดวกของตนเองราวกับพวกนักพากย์อังกฤษ
ที่สำคัญเป็นไม่เคยบังคับให้คนใดกันแน่หรือสื่อเจ้าอื่นๆจะต้องเรียกตาม มิได้ตั้งตัวเองเป็นตักหินผา แล้วก็ไม่เคยบอกเพราะว่าการเรียกแบบไหนไม่ถูก การเรียกแบบไหนถูก ด้วยเหตุผลดังกล่าว & ฉะนี้ อยากจะเรียกแบบไหน อยากจะพากย์แบบไหน หรืออยากจะเขียนออกมาแบบไหน มคิทาร์ยาน – มคิทาริจนถึง – มคิทาเรี่ยน – มคิตาเขต – มาขี่จะเยี่ยน – มาขี่จะยาน หรือถ้าหากอยากจะเพี้ยนเป็น "น้ำพริกตาโย่ง" ก็เอาที่แกสุขใจเลยครับ อยากจะเรียกแมวน้ำอะไรก็เรียกไปเถิดครับ เพียงแต่บนหน้ากระดาษที่นี้ เราขอออกเสียงตามสำเนียงอาร์เมเนียของเขาว่า "มคิทาร์ยาน" ก็ตามใจนอกเหนือจากนั้นเวลาได้ยินเสียงเรียกว่า "มคิทาเรี่ยน" หรือ "มคิทาริยั่น" แล้วมันจั๊กจี้รูขูชอบกล! ไอ้ที่เอาจะต้องหัวข้อนี้มาบอกกล่าว เนื่องจากคราวที่แล้วดันมีคนออกทีวีมาประกาศว่าสื่ออื่นๆเรียกชื่อผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ยูไนเต็ด คนปัจจุบันนี้ไม่ถูกมาตลอด จึงจะต้องขออธิบายเพื่อความเข้าใจ เกมปัจจุบันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปกระหน่ำ เลสเตอร์ สิตี้ เฮนริค มคิตาเขต เอ๊ย! มคิตาริยั่น เอ๊ย! มคิทาเรี่ยน เอ๊ย! มาขี้จักรยาน เอ๊ย! มคิทาร์ยาน เอ๊ย! อ้าว…เฮ๊ย! แกจะเอ๊ยเพราะเหตุใดอีก – ถูกแล้ว คือ เกมปัจจุบัน เฮนริค มคิทาร์ยาน ยิงได้ 1 ประตู แล้วก็ผ่านให้สหายยิงอีก 1 ประตูนั่นเป็นครั้งแรกที่ดาวเตะวัย 28 ผู้นี้ลงเล่นในตำแหน่ง "หน้าต่ำ" หรือเลข 10 แบบเต็มๆย้อนกลับไปในเกมที่พรรคพวกปีศาจแดงบุกไปเยี่ยม คิง เพาเวอร์ส สเตเดี้ยมโชเซ่ มูรินโญ่ มาแปลกแล้วก็แหวกแนว ด้วยจัดตั้งระบบ 4-1-3-2 ให้สมาชิก โดยขยับ มาร์คัส แรชฟอร์ด เข้าไปเล่นเป็นศูนย์หน้าคู่กับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
แผงกองกลาง 4 ตัว มี อันเดร์ เอรร่า แขวนเป็นตัวรับอยู่หน้าแผงกองหลัง ขยับขึ้นไปเป็นหน่วยขับเคลื่อนเกมรุกอันประกอบด้วย เฮนริค มคิทาร์ยาน – ปอล ป๊อกบาW88– ฆวน มาต้า แต่ว่าเล่นไปเล่นมาดูราวกับว่ามันจะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ เกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ติดๆขัดๆไม่ลื่นไหลซักเท่าไหร่
ผ่านไปประมาณ 25-30 นาที "มูมู่" จึงปรับระบบการเล่นใหม่มาเป็น 4-2-3-1 โดยถ่างเอา มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นด้านซ้ายดังเดิมพลางขยับ เฮนริค มคิทาร์ยาน เข้าไปสวมบทผู้เล่นเลข 10 ก่อนจะแสดงให้มองเห็นถึงอะไรบางอย่างนั่นเป็นสปีดต้นที่เร็วปานกามานิตหนุ่มจนกระทั่งนำไปสู่ประตูนำของปีศาจแดง
จังหวะนั้นบอลถูกเปิดยาวมาจากดินแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่ คริส สมอลลิ่ง จะโหม่งขัดถูถัดมา – ทันใด ผู้เล่นที่สหายร่วมกลุ่มเรียกว่า "มิคกี้" ก็ชิงจังหวะจิ้มบอลหนี โรเบิร์ต ฮูธ ปราการหลังของ เลสเตอร์ ที่เข้าพรวดพราดพลางควบตะบึงไปสะเดิ๊บตาข่าย
สปีดกงล้อตีนที่พาร่างพุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วนี่แหละครับเป็นทีเด็ดของ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่ผ่านมาก็เคยแสดงให้มองเห็นมาแล้วคราวหนึ่งในเกมเฉือนไก่ เมื่อมีที่พื้นที่ว่างอยู่ข้าง เขาพาลูกควบไปด้วยความเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดจนกระทั่งไม่มีผู้ใดตามทันฤดูกาลนี้ ดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์จาก ดอร์ทมุนด์ เริ่มด้วยการเป็นตัวสำรองครับผม
4 ครั้งแรกในชุดแต่งกายปีศาจแดง (คอมมิวนิตี้ชิลด์ 1 นัดหมาย พรีเมียร์ลีก 3 นัดหมาย) โชเซ่ มูรินโญ่ ให้ผู้เล่นใหม่อย่าง เฮนริค มคิทาร์ยาน ลงสัมผัสเกมแบบอังกฤษที่เร็วแล้วก็เอาจริงเอาจังในฐานะตัวสำรอง จนถึงเกมที่ 4 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกที่จัดอยู่ในประเภทมหาศึกระดับดาร์บี้ผ่าเมืองเฮนริค มคิทาร์ยาน ได้ลงตัวจริงเป็นครั้งแรกในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกตามระบบ 4-2-3-1จบครึ่งแรกเขาถูกเปลี่ยนตัวออกทันที! เปล่า…ไม่ใช่เล่นไม่ดีครับผม แต่ว่าเล่นมิได้เลยต่างหาก
เมื่อได้ลงเล่นในเกมใหญ่ตั้งแต่ต้น ออกจะกระจ่างว่าดาวเตะกลุ่มชาติอาร์เมเนียผู้นี้ยังปรับตัวให้กับความฮาร์ดคอร์ของบอลอังกฤษมิได้
จากนั้นก็ถูกหมางเมินไปร่วมๆ2 เดือน โดยไม่มีชื่อแม้แต่บนม้านั่งสำรอง ทั้งที่มิได้มีปัญหาบาดเจ็บอะไร ชาวบ้านก็ชักจะสงสัยว่าที่ปรึกษาชาวของหวานฝอยทองมีปัญหาอะไรกับสมาชิกคนนี้หรือไม่
ในตอนนั้นไม่มีผู้ใดรู้เรื่องว่าเพราะเหตุใด โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงไม่ยินยอมใช้บริการของดาวเตะค่าตัว 26 ล้านปอนด์ผู้นี้ ทั้งที่ใครๆก็เห็นเหมือนกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อเขามาเพื่อเป็นเพลย์เมคเสียเวลาเปล่าร์
หลังถูกลักพาตัวหายไปกว่า 2 เดือน เฮนริค มคิทาร์ยาน โผล่มามีชื่อเป็นตัวจริงในเกม ยูโรปา ลีก ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับการมาเยี่ยมของ เฟเยนูร์ด ในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกดังเดิม แถมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเสียด้วย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดาวเตะผู้นี้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงได้แบบถาวร ไม่ว่าจะในระบบ 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 ก่อนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ จะออกมาเฉลยถึงมูลเหตุที่หมางเมินว่าเนื่องจากเขาอยากบ่มให้ตัวเอกจากเวทีบุนเดสกาปรับสภาพทั้งกายและใจ รวมถึงขั้นตอนการเล่นให้กับพรีเมียร์ลีกมากที่สุด
จนถึงบ่มจนกระทั่งได้ที่จึงส่งลงสู่สนามอีกทีและไม่ทำให้ผิดหวัง โดยหลังจากใช้เป็นตัวผู้เล่นทางด้านข้างทั้งในระบบ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 มาหลายนัดหมาย เกมปัจจุบันก็ถูกขยับเข้าไปเล่นเป็นหน้าต่ำ แถมผลงานที่ออกมาก็ค่อนจะงามมิใช่น้อย
ในระบบ 4-2-3-1 แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับตำแหน่งผู้เล่นเลข 10 มาตลอด หลังจากบากบั่นลองผิดลองถูกในตำแหน่งมานาน
อันเดร์ เอรร่า ก็ไม่ใช่ทาง ฆวน มาต้า ก็ช้าเหลือเกิน เจสซี่ ลินการ์ด ก็ประสิทธิภาพน้อยเกินไป ระหว่างที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ไม่ใช่ดาวเตะมหาประลัยพันธุ์หมูเดือดตัวเดิม นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะเหตุใดถึงจะต้องปรับมาเล่นในระบบ 4-3-3 หรือ 4-1-4-1 ซึ่งไม่ต้องมีหน้าต่ำ

ปัจจุบันนักวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังนามแพร่หลายบันลืออย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกมาพูดถึงดาวเตะเลข 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ผู้นี้ว่า "ใครๆต่างชมเชย เมซุต โอสิล, ฆวน มาต้า, ดาบิด สิลบา ในฐานะนักเตะที่เต็มไปด้วยความชำนาญแล้วก็วิธีชั้นเลิศ แต่ว่าพวกเขาขาดสปีดความเร็ว ซึ่งนั่นเป็นอีกข้อดีของ เฮนริค มคิทาร์ยาน"

18 พ้อยท์ที่หายไปของ หงส์

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก กลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าทำไมถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะกลุ่มกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แม้กระนั้นมันหลายคราวมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงชมเชยถึง ดิว็อค โอริกี้ ฉับพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ เจอร คล็อปป์ อีกคราว ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูติเตียนนโญ่เจ็บป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องเปลี่ยนออก มันเป็นเรื่องที่จำต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นสายตาทรงกลมตอบคำถาม แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่รู้เรื่องว่าทำไมจะต้อง โฌแอล มาติเตียนป ทำไมจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำไมไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมแค่คิดว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาอาจยังไม่เหมาะสมกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบนั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกแบบเดียวกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความคาดหมายได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็พกพาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา
2. ถ้าเกิดสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมแบบนี้'' ก็ไม่สมควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกอย่าง เนื่องมาจากมันเหมือนทำข้อสอบแล้วจำไม่ได้ก็วงเดาสุ่มๆไป
3. เวลาที่โดน 2-2 ถึงท้ายเกมแต่เวลาก็ยังพอหลงเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที ทำไมขอรับ เขาถึงอาจนิ่งที่จะแก้ไขสถานการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้มั่นใจว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังทลายประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของกลุ่มท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอติเตียนฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แล้วก็ 6-3 ที่กูดิสัน พาร์ค ฉะนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมแบบนี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ มีผลกระทบแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไร้สตาร์คนเก่งกลุ่มชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ครึ่งหลังลงมาเร่งเครื่องกระทั่งบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าเกิดรักษาสกอร์มิได้ ก็จะต้องรัวเพิ่ม แต่สมาพันธ์สีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำมิได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสมมติฐานว่ากลุ่มของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้โค้ชวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาบากบั่นเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่คอยคว้าข้อผิดพลาดเข้าโจมตีดังดังเช่นว่าลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรแบบนี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด เจอร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียท่าค้างรังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งๆที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วแล้วก็แน่ๆที่เดอะ ค็อปอาจจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยี่ยมบอร์นมัธต้นธันวาคม ปริศนาคือทำไมคุณถึงเก่งจังกับกลุ่มใหญ่ แม้กระนั้นมักป้อแป้กับกลุ่มเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แม้กระนั้นทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 กลุ่มข้างล่างของตารางลงไปเป็นยังไง 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนกระทั่งเลสเตอร์ สิตี้ ถ้าเกิดพอเจอเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งสหายข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะชูขันหมากเชิญให้รีบมาเจอเลยบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเขยื้อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังกดดันเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าทำไมสองปีมานี้ถึงพกพามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อให้ท้ายซีซั่นก่อนอาจคลอดลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีแล้วก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่เมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ ขุนพลยี่ห้อไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตติเตียนโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามเจอกรุ๊ป 8 กลุ่มข้างล่างของตาราง โดยการทำตกหายไปแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อเจอกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านไปใส่กับกลุ่มที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งบอกเล่าความทุกข์กัน เพราะเหตุว่ากลุ่มเล็กมีมากกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดียิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครมาเจอก็มักจะซักซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยเล่นงาน เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้สมาชิกคุมโซนมากยิ่งกว่าเกาะติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่ได้แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีก็มีคนชูประเด็นว่าความสามารถของกลุ่มวัดกันตรากตรำ เพราะเหตุว่าสมัยก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกอย่างของกลุ่ม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจัดกระจายมากยิ่งกว่ายังไงก็แล้วแต่ ลิเวอร์พูลเป็นสมาพันธ์ที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แม้กระนั้นก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ครั้งตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดเจอร์ส ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการพรีเซ็นท์ต้นแบบแจ่มชัด มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวพระเอกระดับทวีป
คูติเตียนนโญ่, ฟีร์มีโน่ แล้วก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แม้กระนั้นมั่นใจว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตราตรึงกับกลุ่มที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เช่นเดียวกับกลุ่มที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินหมายเลขเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปริศนาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจแบบนี้ขอรับ ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจะต้องเปลี่ยนใหม่แล้วก็มีตัวสำรองชดเชย ผู้เฝ้าประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น แล้วก็กองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะเห็นโค้ชที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ดีว่ามีแค่ไหนกัน ต่อมาหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็คงจะทายใจจิตใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็ถูกใจต่อกลุ่มที่มีพอควร ฉะนั้นแล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็อาจสังกัดว่าท้ายที่สุดจบชั้นเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม แล้วก็โบโร่
ถ้าเกิดเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตติเตียนโน่ก็อาจคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะพิพากษาโค้ชอย่างคล็อปป์เพราะว่า ภายหลังจากได้คุมสุดกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรจะให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… จำต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะเหตุว่าหากทำเป็นปัจจุบันลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม